
ในการบริหาร การเช่าโกดัง หรือ เช่าคลังสินค้า สิ่งที่ทำให้การทำงานเร็วหรือช้าต่างกันอย่างชัดเจน คือ “การจัดโซนสินค้า (Warehouse Slotting)” เพราะใน โกดังสินค้า พื้นที่แต่ละจุดมีต้นทุนไม่เท่ากัน ยิ่งอยู่ใกล้ประตู ยิ่งหยิบง่าย เดินน้อย และลดเวลาได้มาก ดังนั้นการจัดของตาม “ความฮิตของสินค้า” จึงเป็นหัวใจสำคัญของการเพิ่มประสิทธิภาพโกดัง
1. หลักคิด: ของขายดีต้องอยู่ใกล้ประตู (Fast Moving = Front Zone)
สินค้าที่ขายดีหรือมีการหยิบบ่อย ควรถูกจัดให้อยู่:
- ใกล้ประตูรับ–ส่งสินค้า (Dock)
- ใกล้จุดแพ็กของ
- อยู่ในระดับหยิบง่าย (Golden Zone)
เหตุผลคือ ลดระยะเดินของพนักงาน ซึ่งงานวิจัยด้านคลังสินค้าพบว่า “เวลาเดิน” คือส่วนที่กินเวลามากที่สุดในการหยิบสินค้า หากจัดโซนดีสามารถลดเวลาหยิบได้ถึง 30–40%
2. แบ่งสินค้าเป็น 3 ระดับ (ABC Analysis)
แนวคิดมาตรฐานในโกดังทั่วโลกคือแบ่งสินค้าออกเป็น:
A (ขายดีมาก)
- 20% ของสินค้า แต่สร้างยอดขาย 80%
- วางใกล้ประตูที่สุด
- อยู่ชั้นหยิบง่ายระดับเอว–อก
B (ขายปานกลาง)
- วางโซนกลางโกดัง
- เข้าถึงได้ปานกลาง
C (ขายช้า)
- วางด้านในสุดหรือชั้นสูง/ต่ำ
- ไม่ควรใช้พื้นที่ทองใกล้ประตู
แนวคิดนี้ช่วยลดระยะเดินและเพิ่มความเร็วการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3. ใช้ “Golden Zone” ให้คุ้มที่สุด
ระดับการวางสินค้าที่ดีที่สุดคือช่วง:
👉 ระดับเข่า–อก (ประมาณ 60–160 ซม.)
สินค้าขายดีควรอยู่ในโซนนี้ เพราะหยิบง่าย ไม่ต้องก้ม ไม่ต้องยืด ช่วยลดเวลาและลดอุบัติเหตุในโกดัง
4. สินค้าขายช้า = เอาไปไว้ด้านในสุด
เหตุผลสำคัญ:
- ลดการรบกวนทางเดินหลัก
- ลดการหยิบผิด
- ประหยัดพื้นที่ “ทำเลทอง” ในโกดัง
สินค้ากลุ่มนี้ควรเก็บแบบ bulk storage หรือวางบนชั้นสูงได้
5. ปรับโซนตามฤดูกาล (Dynamic Slotting)
สินค้าไม่ได้ขายเท่ากันตลอดปี เช่น:
- หน้าร้อน: พัดลมขายดี → ต้องย้ายมาด้านหน้า
- เทศกาล: ของขวัญขายดี → ต้องดันเข้าหน้าโกดัง
โกดังยุคใหม่จึงต้อง “ขยับโซนได้ตลอด” ไม่ใช่จัดครั้งเดียวจบ
สรุป
การจัดโซน โกดังสินค้า ตามความฮิตของสินค้า คือการเอาของขายดีไว้ใกล้ประตู และของขายช้าไว้ด้านใน เพื่อให้การหยิบ–แพ็กเร็วขึ้น ลดต้นทุนแรงงาน และเพิ่มประสิทธิภาพโดยรวมของ การเช่าโกดัง / เช่าคลังสินค้า อย่างชัดเจน
ถ้าจัดถูกตั้งแต่แรก โกดังจะไม่ใช่แค่ที่เก็บของ แต่จะกลายเป็น “เครื่องจักรทำเงิน” ที่ทำงานได้เร็วขึ้นทุกวัน
แหล่งอ้างอิง