
วิธีการจัดหมวดหมู่สินค้าในโกดัง-คลังสินค้า
การจัดหมวดหมู่สินค้าในคลังให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เริ่มจากการแบ่งประเภทสินค้า (Categorization) ตามลักษณะหรือความเร็วในการขาย แล้วจัดระเบียบพื้นที่ (Layout) ด้วยระบบ SKU, การติดป้ายชื่อ/บาร์โค้ดที่ชัดเจน และใช้หลักการ 5ส (สะสาง, สะดวก, สะอาด, สุขลักษณะ, สร้างนิสัย) ร่วมกับระบบ FIFO เพื่อให้การค้นหา หยิบ และเติมสินค้าสะดวกรวดเร็ว
แนวทางการจัดหมวดหมู่สินค้าในโกดัง
- แบ่งตามประเภทและลักษณะสินค้า (Product Type/Attribute) : แยกสินค้าตามประเภท กลุ่มสินค้า หรือคุณลักษณะ เช่น สินค้าทั่วไป สินค้าอันตราย สินค้าแตกหักง่าย หรือสินค้าควบคุมอุณหภูมิ เพื่อป้องกันการปนเปื้อนและจัดเก็บได้เหมาะสม
- แบ่งตามความเร็วในการขาย (Velocity/ABC Analysis) :
- สินค้าขายดี (Fast-Moving) : วางไว้ในโซนที่หยิบง่าย ใกล้พื้นที่แพ็คสินค้า เพื่อลดเวลาเดิน
- สินค้าขายช้า (Slow-Moving) : วางไว้โซนด้านในหรือชั้นบนสุด
- แบ่งตามขนาดและน้ำหนัก (Size/Weight) : สินค้าหนัก/ขนาดใหญ่ไว้ชั้นล่าง สินค้าเบา/เล็กไว้ชั้นบน เพื่อความปลอดภัยในการหยิบยก
- ใช้ระบบรหัสสินค้า (SKU – Stock Keeping Unit) : กำหนดรหัสเฉพาะสำหรับสินค้าแต่ละรายการ เพื่อความแม่นยำในการตรวจนับและลดความผิดพลาด
- การจัดระเบียบสถานที่ (Storage Organization) :
- ทำผังคลังสินค้า (Warehouse Layout) ให้ชัดเจน แบ่งโซนรับ, โซนจัดเก็บ, และโซนแพ็ค
- ติดป้าย Label หรือบาร์โค้ด (Barcode) บอกรหัสสินค้า ตำแหน่งชั้นวางให้ชัดเจน
- เทคนิคการจัดเก็บ (Storage Techniques) :
- FIFO (First-In, First-Out) : สินค้าเข้าก่อน ออกก่อน เหมาะกับสินค้ามีวันหมดอายุ
- LIFO (Last-In, First-Out) : สินค้าเข้าทีหลัง ออกก่อน เหมาะกับสินค้าที่ไม่เน่าเสีย
ข้อแนะนำเพิ่มเติม
- ใช้ระบบ 5ส : ช่วยให้คลังสินค้าเป็นระเบียบและปลอดภัย
- ใช้เทคโนโลยี : เช่น ระบบ WMS (Warehouse Management System) เพื่อช่วยจัดการสต็อก
- ตรวจนับสต็อก (Stock Check) : ตรวจนับเป็นประจำเพื่อป้องกันสินค้าหายหรือผิดพลาด
อ้างอิง : https://www.kacha.co.th/