
สำหรับธุรกิจที่ต้องพึ่งพา โกดังสินค้า ในการจัดเก็บและกระจายสินค้า “ภัยธรรมชาติ” เช่น น้ำท่วม พายุ หรือไฟไหม้ ถือเป็นความเสี่ยงที่อาจทำให้ธุรกิจหยุดชะงักได้ทันที ดังนั้นการวางแผนสำรองฉุกเฉิน หรือ Business Continuity Plan (BCP) จึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะขั้นตอนการเลือก การเช่าโกดัง หรือ เช่าคลังสินค้า ที่อยู่ในทำเลปลอดภัยและพร้อมรองรับเหตุไม่คาดคิด
1. ตรวจสอบประวัติน้ำท่วมของพื้นที่
ก่อนเลือก โกดังสินค้า ควรศึกษาว่าพื้นที่นั้นเคยเกิดน้ำท่วมหรือไม่ และมีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน โดยสามารถตรวจสอบข้อมูลจากหน่วยงานราชการหรือข่าวย้อนหลัง เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อสินค้าและการดำเนินธุรกิจ
2. เลือกทำเลที่มีระบบระบายน้ำดี
โกดังที่อยู่ในพื้นที่สูง หรือมีระบบระบายน้ำที่มีประสิทธิภาพ จะช่วยลดความเสี่ยงจากน้ำขังและน้ำท่วมได้มาก ธุรกิจที่ทำ การเช่าโกดัง ควรสังเกตสภาพพื้นที่โดยรอบ รวมถึงทางเข้า-ออกในช่วงฝนตก
3. ตรวจสอบโครงสร้างและระบบป้องกันภัย
โกดังสินค้า ที่ดีควรมีพื้นยกสูง ระบบป้องกันน้ำไหลเข้าพื้นที่ รวมถึงระบบไฟฟ้าและระบบดับเพลิงที่ได้มาตรฐาน เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างปลอดภัย
4. วางแผนเส้นทางขนส่งสำรอง
แม้โกดังจะปลอดภัย แต่หากถนนรอบพื้นที่ถูกตัดขาด ก็อาจส่งผลต่อการขนส่งสินค้าได้ ดังนั้นควรเลือก เช่าคลังสินค้า ที่มีหลายเส้นทางเข้า-ออก และอยู่ใกล้ถนนหลักหรือทางด่วน
5. กระจายความเสี่ยงด้วยหลายพื้นที่จัดเก็บ
ธุรกิจที่มีสต๊อกจำนวนมาก อาจเลือกใช้ โกดังสินค้า มากกว่าหนึ่งแห่ง เพื่อกระจายความเสี่ยง หากเกิดภัยธรรมชาติในพื้นที่หนึ่ง ยังสามารถดำเนินธุรกิจต่อจากอีกพื้นที่ได้
6. ทำประกันภัยและเตรียมแผนฉุกเฉิน
ควรมีประกันภัยสำหรับสินค้าและอาคาร รวมถึงจัดทำแผนรับมือเหตุฉุกเฉิน เช่น การเคลื่อนย้ายสินค้า การสำรองข้อมูล และช่องทางติดต่อพนักงาน เพื่อให้ธุรกิจกลับมาดำเนินงานได้เร็วที่สุด
สรุป
การเลือก โกดังสินค้า ที่ปลอดภัยจากน้ำท่วมและภัยธรรมชาติ เป็นส่วนสำคัญของการวางแผน Business Continuity Plan ธุรกิจที่กำลังมองหา การเช่าโกดัง หรือ เช่าคลังสินค้า ควรพิจารณาทั้งทำเล ระบบป้องกันภัย และแผนสำรองฉุกเฉิน เพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินงานได้ต่อเนื่อง แม้เกิดเหตุไม่คาดคิด
อ้างอิง