การจัดการสินค้าคงคลังอย่างมีประสิทธิภาพ
การจัดการสินค้าคงคลังอย่างมีประสิทธิภาพคือการวางแผน ควบคุม และติดตามปริมาณสินค้าให้เหมาะสม เพื่อลดต้นทุน ลดของเสีย และเพิ่มความพึงพอใจลูกค้า โดยใช้เทคนิคต่างๆ เช่น การแบ่งประเภทสินค้า (ABC Analysis), การกำหนด SKU, การใช้ระบบบาร์โค้ด/สแกน, การพยากรณ์ความต้องการ, การจัดเก็บเป็นระเบียบ และการหมั่นตรวจสอบสต็อกเพื่อการสั่งซื้อที่แม่นยำและกระแสเงินสดที่ดีขึ้น

  1. การจัดหมวดหมู่และการระบุตัวตนสินค้า :
  • แบ่งประเภทสินค้า (ABC Analysis) : จัดกลุ่มสินค้าตามมูลค่า โดยสินค้า A (มูลค่าสูง) ต้องควบคุมเข้มงวดกว่าสินค้า C (มูลค่าต่ำ)
  • กำหนด SKU & Barcode : สร้างรหัส Stock Keeping Unit (SKU) และติดป้าย Barcode ให้สินค้าแต่ละชิ้น เพื่อให้ค้นหาและติดตามได้ง่ายและแม่นยำ
  1. การวางแผนและการสั่งซื้อ :
  • พยากรณ์ความต้องการ : คาดการณ์ความต้องการสินค้าล่วงหน้า โดยพิจารณาตามฤดูกาลและเทศกาล เพื่อเตรียมสต็อกให้พอดี
  • กำหนดปริมาณสั่งซื้อที่เหมาะสม (EOQ) : หาจุดสั่งซื้อที่ได้ต้นทุนรวมต่ำที่สุด
  • รู้ระยะเวลาจัดหา (Lead Time) : เข้าใจเวลาที่ใช้ในการสั่งซื้อจนสินค้ามาถึง เพื่อปรับสต็อกและวางแผนการสั่งซื้อใหม่
  1. การจัดเก็บและการควบคุม :
  • จัดระเบียบสถานที่ : จัดวางสินค้าเป็นหมวดหมู่ มีป้ายกำกับชัดเจน (ชั้น, แถว) เพื่อให้หาและหยิบง่าย
  • ใช้ระบบ FIFO : สำหรับสินค้าที่หมดอายุหรือล้าสมัยเร็ว ควรใช้หลัก First-In, First-Out เพื่อลดของเสีย
  • ใช้เทคโนโลยี : นำระบบสแกนบาร์โค้ดหรือ Handheld Terminal มาใช้ เพื่อลดข้อผิดพลาดและเพิ่มความเร็วในการบันทึกข้อมูล
  1. การตรวจสอบและการปรับปรุง :
  • ตรวจนับสต็อกสม่ำเสมอ : ตรวจสอบสินค้าคงคลังเป็นประจำ (รายวัน/สัปดาห์/เดือน) เพื่อเปรียบเทียบข้อมูลในระบบกับของจริง
  • วิเคราะห์ข้อมูล : นำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อหาจุดที่ต้องปรับปรุง ป้องกันสินค้าขาดสต็อกหรือมีมากเกินไป

ประโยชน์ที่ได้รับ

  • ลด ต้นทุนการถือครอง (ค่าเช่าพื้นที่, ประกัน, ดอกเบี้ย)
  • เพิ่ม ประสิทธิภาพการดำเนินงาน และลดข้อผิดพลาด
  • กระแสเงินสดคล่องตัวขึ้น ไม่จมอยู่กับสต็อกมากเกินไป
  • บริการลูกค้าดีขึ้น มีสินค้าพร้อมส่ง
  • ลดของเสีย และการสูญหายของสินค้า.

References :

https://www.sap.com/